ต้มจับฉ่าย

ต้ม/ยำ ⏱️ 60 นาที
ต้มจับฉ่าย
🎲 สุ่มเมนูอื่น

ถ้าวันไหนรู้สึกว่ากินของมัน ๆ มาเยอะ อยากล้างท้องด้วยอะไรเบา ๆ ต้องยกให้ ต้มจับฉ่าย เลยจ้า เมนูผักรวมต้มน้ำใสสไตล์จีนโบราณที่อบอุ่นหัวใจ กินแล้วสบายท้องสุด ๆ น้ำซุปหวานกลมกล่อมจากผักหลากชนิดที่เคี่ยวจนได้ที่ ซดคล่องคอ อร่อยแบบไม่ต้องพึ่งเครื่องปรุงเยอะเลย

จุดเด่นของจับฉ่ายคือรวมผักหลายชนิดไว้ในหม้อเดียว ทำให้ได้ ไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและอิ่มนานโดยแคลอรีต่ำ เป็นเมนูที่เหมาะทั้งคนคุมน้ำหนัก ผู้สูงอายุ หรือใครที่อยากพักท้องจากอาหารหนัก ๆ ทำทีหนึ่งกินได้หลายมื้อ ยิ่งอุ่นยิ่งอร่อย

ส่วนผสม

  • กะหล่ำปลี ครึ่งหัว หั่นชิ้นใหญ่
  • ผักกาดขาว 3-4 ต้น หั่นท่อน
  • เห็ดหอมหรือเห็ดนางฟ้า 1 ถ้วย
  • เต้าหู้ขาวหรือเต้าหู้ทอด 1 ก้อน หั่นชิ้น
  • กระดูกหมูอ่อน 300 กรัม (หรือใช้เต้าหู้เพิ่มสำหรับสูตรมังสวิรัติ)
  • รากผักชี กระเทียมทุบ พริกไทยเม็ด
  • ปรุงรส: ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือเล็กน้อย, น้ำตาลกรวดนิดหน่อย

วิธีทำ

  1. ลวกกระดูกหมูในน้ำเดือดสักครู่เพื่อไล่กลิ่นคาว เทน้ำทิ้ง แล้วตั้งน้ำสะอาดใหม่
  2. ใส่รากผักชี กระเทียมทุบ และพริกไทยเม็ดลงไปต้มกับกระดูกหมู เคี่ยวไฟอ่อนประมาณ 30-40 นาทีให้น้ำซุปหวาน
  3. ใส่ผักที่สุกยากก่อน เช่น กะหล่ำปลีและเห็ด ต้มจนเริ่มนุ่ม
  4. ตามด้วยผักกาดขาวและเต้าหู้ ต้มต่อจนผักนิ่มและซึมน้ำซุป
  5. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ และน้ำตาลกรวดเล็กน้อย ชิมให้ได้รสกลมกล่อมแบบน้ำใส
  6. เคี่ยวต่ออีกสักพักให้ทุกอย่างเข้าเนื้อ ตักเสิร์ฟร้อน ๆ พร้อมข้าวสวย

เคล็ดลับ + คุณค่าทางโภชนาการ

  • ต้มจับฉ่ายเป็นเมนู ไฟเบอร์สูงและแคลอรีต่ำ หนึ่งถ้วยให้พลังงานเพียงราว 120-180 แคลอรี ช่วยให้อิ่มสบายท้องและดีต่อระบบย่อยอาหาร
  • เคล็ดลับให้น้ำซุปหวานธรรมชาติคือเคี่ยวผักและกระดูกด้วยไฟอ่อนนาน ๆ ไม่ต้องพึ่งผงชูรส ยิ่งอุ่นซ้ำวันถัดไปยิ่งอร่อยเข้าเนื้อ
  • อยากได้เวอร์ชันมังสวิรัติ ตัดกระดูกหมูออกแล้วใช้เต้าหู้กับเห็ดหลากชนิดต้มแทน ก็ได้น้ำซุปหอมหวานไม่แพ้กัน

กินคู่กับอะไรดี

ต้มจับฉ่ายรสอ่อน ๆ กินคู่กับเมนูรสจัดจะช่วยตัดกันได้ดี ลองเสิร์ฟพร้อม ยำวุ้นเส้นกุ้งสด หรือ ยำส้มโอกุ้ง ที่เปรี้ยวสดชื่น จะทำให้มื้ออาหารครบรสขึ้นมาก ถ้าอยากได้เครื่องดื่มสมุนไพรดื่มคู่กันแนะนำ น้ำกระเจี๊ยบ หรือ น้ำอัญชันมะนาว เย็น ๆ ชื่นใจ

คำถามที่พบบ่อย

ต้มจับฉ่ายเก็บได้กี่วัน

เก็บในตู้เย็นได้ประมาณ 2-3 วัน และยิ่งอุ่นซ้ำรสชาติยิ่งกลมกล่อมเข้าเนื้อ เพียงอุ่นให้เดือดทุกครั้งก่อนกินเพื่อความปลอดภัย

ใส่ผักอะไรได้บ้าง

ยืดหยุ่นได้มากจ้า นอกจากกะหล่ำและผักกาดขาว ยังใส่ผักกาดดอง แครอท หัวไชเท้า หรือฟองเต้าหู้เพิ่มได้ตามชอบ ยิ่งผักหลากชนิดยิ่งได้สารอาหารครบ

ทำให้น้ำซุปหวานโดยไม่ใส่ผงชูรสได้ไหม

ได้แน่นอน เคล็ดลับคือเคี่ยวกระดูกหมูกับผักกาดขาวและกะหล่ำนาน ๆ ด้วยไฟอ่อน ความหวานธรรมชาติจากผักจะออกมาเองโดยไม่ต้องพึ่งผงปรุงรส